นัดคุยจบด้วยประโยคเดิมทุกครั้ง — "เดี๋ยวส่งโปรไฟล์บริษัทไปทางอีเมลนะครับ"

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น: อีเมลไปถึงตอนบ่ายวันถัดมา ลูกค้าอยู่ในประชุมอื่น ไฟล์ 18 MB ติดขีดจำกัดของระบบเมล ต้องส่งใหม่เป็นลิงก์ อีกสองวันถึงมีคนเปิด และตอนนั้นบทสนทนาที่ทำให้เขาสนใจก็จางไปแล้ว

จังหวะที่ดีที่สุดคือตอนที่เขายังนั่งอยู่ตรงหน้าคุณ

ให้สแกนจากหน้าจอมือถือ ไม่ต้องพิมพ์อะไรเลย

QR ไม่จำเป็นต้องอยู่บนกระดาษ · เปิดรูป QR บนมือถือตัวเอง ยื่นให้ลูกค้าสแกน แล้วไฟล์อยู่ในมือเขาก่อนจะลุกจากโต๊ะ

วิธีนี้ได้เปรียบสามอย่างที่การส่งอีเมลไม่มี:

ทำไมต้องแบบแก้ปลายทางได้

Company Profile ดูเหมือนเอกสารนิ่ง แต่จริง ๆ แล้วเปลี่ยนบ่อย:

ส่วนที่เปลี่ยนบ่อยแค่ไหน
ผลงานล่าสุด / รายชื่อลูกค้าทุกไตรมาส
โครงสร้างทีมและผู้บริหารปีละครั้งสองครั้ง
ใบรับรองและรางวัลตอนได้เพิ่ม
ราคาหรือแพ็กเกจ (ถ้ามีในเล่ม)ตามรอบ

ถ้า QR นั้นพิมพ์อยู่บนนามบัตรที่แจกไปแล้วห้าร้อยใบ และมันชี้ตรงไปที่ไฟล์ในไดรฟ์ วันที่คุณย้ายไฟล์หรืออัปโหลดเวอร์ชันใหม่เป็นไฟล์คนละอัน นามบัตรทั้งห้าร้อยใบก็ตายพร้อมกัน

จุดที่ควรมี QR ในงานขาย B2B

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

1. ไฟล์ใหญ่เกินไป — Company Profile ที่ทำมาสำหรับพิมพ์มักหนัก 20-50 MB คนเปิดบนมือถือด้วยเน็ตมือถือจะรอไม่ไหว ทำเวอร์ชันย่อสำหรับมือถือแยกต่างหาก

2. QR บนสไลด์เล็กเกินไป — คนนั่งท้ายห้องห่างจากจอ 8-10 เมตร ตามกฎ 10 ต่อ 1 ต้องมี QR ประมาณหนึ่งเมตรบนจอ ซึ่งแปลว่าเกือบเต็มสไลด์ ให้เอาไว้หน้าสุดท้ายเดี่ยว ๆ ไปเลย

3. ไม่เขียนว่าสแกนแล้วได้อะไร — "สแกนโหลดโปรไฟล์บริษัท" ชัดกว่า QR เปล่า และคนกล้าสแกนมากกว่า

ข้อจำกัดของเรา