วิธีที่ใช้กันจริงไม่ได้ซับซ้อนเลย: เดินเข้าไปในร้าน แปะสติกเกอร์ QR ของตัวเองทับ QR ของร้าน แล้วเดินออก ใช้เวลาสองวินาที

ลูกค้าที่มาทีหลังสแกน แล้วโอนเงินเข้าบัญชีคนอื่น หรือกรอกข้อมูลลงหน้าเว็บปลอม โดยที่ร้านไม่รู้เรื่องเลยจนกว่าจะมีคนมาทวงของที่จ่ายเงินแล้ว

นี่ไม่ใช่การแฮ็ก QR ไม่มีใครแก้ลายที่พิมพ์ไปแล้วได้ สิ่งที่เกิดคือมีคนเอาลายใหม่มาปิดลายเก่า และวิธีป้องกันจึงเป็นเรื่องกายภาพมากกว่าเรื่องเทคนิค

ถ้าคุณเป็นคนสแกน

ดูลิงก์ก่อนกด มือถือเกือบทุกรุ่นแสดงที่อยู่ให้เห็นก่อนเปิด นี่คือการป้องกันข้อเดียวที่ได้ผลจริงกับทุกกรณี — ถ้าโดเมนไม่ใช่ที่ที่คุณคาดว่าจะไป ให้ปิดทิ้ง

สงสัยไว้ก่อนถ้าหน้านั้นขอสิ่งเหล่านี้ — รหัสผ่าน เลขบัตร รหัส OTP หรือให้ติดตั้งแอปจากนอกสโตร์ · บริการจริงไม่ขอ OTP ผ่านหน้าเว็บที่มาจาก QR

ดูสติกเกอร์ด้วยตา ขอบที่นูนขึ้นมา มุมที่ลอก สีกระดาษที่ต่างจากป้ายรอบ ๆ หรือ QR ที่เอียงไม่ตรงกับกรอบ — ทั้งหมดนี้คือร่องรอยของการแปะทับ

พร้อมเพย์ให้ดูชื่อบัญชีที่ขึ้นในแอปธนาคารเสมอ ก่อนกดยืนยัน ชื่อที่ขึ้นคือความจริงเดียวที่ปลอมไม่ได้ ไม่ว่าลายจะมาจากไหน

ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้าน — ข้อนี้สำคัญกว่า

เพราะเวลาลูกค้าโดน เขาโดนที่ร้านของคุณ และเขาจะจำร้านคุณ ไม่ได้จำมิจฉาชีพ

1. ตรวจป้ายตัวเองทุกเช้า — สแกน QR ในร้านตัวเองด้วยมือถือตัวเอง ใช้เวลาสามสิบวินาที และเป็นสิ่งเดียวที่จับได้จริงว่ามีคนมาแปะทับ

2. ใช้ป้ายที่แปะทับยาก — QR ที่พิมพ์ลงบนป้ายอะคริลิกหรือสกรีนบนวัสดุ แปะทับแล้วเห็นชัดกว่ากระดาษในกรอบพลาสติกมาก · ป้ายกระดาษที่เสียบในที่ตั้งใสคือเป้าที่ง่ายที่สุด

3. ใส่โลโก้ร้านไว้ในลาย — ทำให้ลูกค้าประจำสังเกตได้ว่าอันนี้ไม่ใช่ของร้าน · ไม่ได้กันคนตั้งใจปลอม แต่ยกระดับความยากขึ้นและช่วยให้คนทักได้เร็ว

4. เขียนกำกับว่าจะไปไหน — "สแกนดูเมนู · farkwai.com" ทำให้ลูกค้าเทียบได้กับสิ่งที่มือถือขึ้นก่อนกด · QR เปล่า ๆ ไม่มีบริบทคือ QR ที่ลูกค้าไม่มีทางรู้ว่าถูกเปลี่ยน

5. อย่าติด QR ในจุดที่มองไม่เห็นจากเคาน์เตอร์ — มุมอับคือที่ที่คนแปะทับเลือกเสมอ

เรื่องที่ QR ทำไม่ได้ ต่อให้เป็นของปลอม

อันตรายทั้งหมดอยู่ที่หน้าปลายทางและอยู่ที่การกดยืนยันของคุณ ไม่ได้อยู่ที่ตัวลาย · เพราะฉะนั้นการสแกนดูเฉย ๆ แล้วปิดทิ้งไม่เคยทำให้เกิดอะไร

ข้อจำกัดของเรา